หน้าแรกเว็บ| สอนเขียนเว็บ| คอร์ดกีต้าร์| เว็บบอร์ด| ฟอเวิร์ดเมล์| บล็อค| หาเพื่อน
หมวดหมู่
บทความ เขียนโปรแกรม .NET (7)
บทความ เขียนโปรแกรม 3d Max (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Action Script (Flash) (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Apache (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Asp (5)
บทความ เขียนโปรแกรม ASP.NET (6)
บทความ เขียนโปรแกรม C/C++ (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Cracking (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Crystal Report (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Css (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Delphi (0)
บทความ เขียนโปรแกรม DirectX (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Flash (0)
บทความ เขียนโปรแกรม FreeBSD (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Hacking / Cracking (0)
บทความ เขียนโปรแกรม High Scalability (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Hosting (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Html/Xhtml (0)
บทความ เขียนโปรแกรม IIS (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Iphone (2)
บทความ เขียนโปรแกรม J2ME (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Java (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Javascript / Ajax (10)
บทความ เขียนโปรแกรม Jsp (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Linux (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Maya (0)
บทความ เขียนโปรแกรม MS Access (1)
บทความ เขียนโปรแกรม MS SQL (1)
บทความ เขียนโปรแกรม MySQL (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Network (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Oracle (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Perl/CGI (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Photoshop (0)
บทความ เขียนโปรแกรม PHP (12)
บทความ เขียนโปรแกรม Postgersql (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Python (8)
บทความ เขียนโปรแกรม Ruby (0)
บทความ เขียนโปรแกรม SAP (0)
บทความ เขียนโปรแกรม SEO (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Tester (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Ubuntu (1)
บทความ เขียนโปรแกรม Unix / Linux (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Vbscript (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Visual Studio .net (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Wap (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Web Design (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Windows (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Wordpress (0)
บทความ เขียนโปรแกรม Xml (0)
บทความ เขียนโปรแกรม ข่าว (News) (3)
บทความล่าสุด
Blackberry OS 6.0 | ระบบปฏิบัติการใหม่ของ Blackberry OS 6.0 (ดู 277 ตอบ 0)

iPhone OS 4.0 มีการเพิ่ม Facebook Contact และ Event รวมเข้าไปด้วย



มีข่าวเกี่ยวกับ Blackberry OS 6.0 ตัวใหม่ เป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับแฟนๆ Blackberry ทั้งหลายที่จะมี OS ตัวใหม่สำหรับ Blackberry คือ Blackberry OS 6.0 หลังจากหลายเดือนที่ผ่านมาเงียบหายไปนาน ก็ได้มีรูปภาพของ Blackberry OS 6.0 ออกมาหน้าตาเหมือนในรูป ลองมาดูรูปภาพกันครับ

Blackberry OS 6.0

Blackberry OS 6.0

รูปข้างบนเป็นการเข้าเว็บไซต์ผ่าน browser ตัวใหม่ที่ดูสวยงามกว่าเดิม มีระบบ favorite ใหม่และ multitouch ทั้งยังสามารถสลับหน้าเว็บไซต์ที่เปิดทิ้งไว้ได้ง่ายๆ ด้วย tab

Blackberry OS 6.0

จากรูปนี้เป็นการสลับหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย tab และแสดงเป็นฉากเข็มที่อยู่บนฉากหลังจางๆ (Transparent Overlay)

Blackberry OS 6.0

และที่พลาดไปไม่ได้คือ revamped media player หรือเครื่องเล่นเพลงตัวใหม่ละครับ ซึ่งก็ดูสวยงามและน่าใช้กว่าเดิมขึ้นมาก
โดยเลื่อนซ้ายขวาเพื่อเลือกอัลบั้มและกดเล่นเพลงได้ทันที และยังมี "Kinetic Scrolling" ก็คือการเลื่อน scroll แบบใช้นิ้วลากค้างไว้และ scroll ก็ยังคงเลื่อนต่อเนื่อง

ที่มา: http://www.mobilecrunch.com/2010/04/20/leaked-blackberry-os-6-0-screenshots-and-details/
iPhone OS 4.0 - Integrate with a facebook "linked contacts" (ดู 125 ตอบ 0)

iPhone OS 4.0 มีการเพิ่ม Facebook Contact และ Event รวมเข้าไปด้วย



iPhone OS 4.0 iPhone OS 4.0 ได้มีการเพิ่ม Facebook Contact สำหรับจัดการรายชื่อผู้ติดต่อมือถือให้สามารถ link ไปที่ facebook ของคนๆ นั้นได้และมีการใส่ event เข้าไปด้วย
โดยเมื่อมีผู้ติดต่อที่มีการแก้ไขข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ ก็จะมีการแก้ไขเบอร์ใน iPhone ด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึง event ต่างๆ บน Calendar ก็จะมีการเชื่อมต่อเข้ากับ
facebook ด้วย เพื่อให้เกิดสังคมเครือข่าย และสามารถใช้จัดการ โปรโมตงานต่างๆ หรือเตรียมตารางสำหรับงานปาร์ตี้ได้อีกด้วย
โดยใน iPhone OS 4.0 นี้จะเรียกว่า "linked contacts"

ที่มา: http://www.mobilecrunch.com/2010/04/19/iphone-os-4-0-to-have-facebook-contact-and-event-integration/
LAMP และ WAMP คืออะไร ต่างกันอย่างไร (ดู 51 ตอบ 0)


LAMP และ WAMP คืออะไร ต่างกันอย่างไร



องค์ประกอบหลักๆ ในการทำงานหรือให้บริการของเว็บเซิร์ฟเวอร์ มีอยู่ 4 อย่าง คือ
1. ระบบปฏิบัติการ (OS)
2. โปรแกรมที่ใช้รันเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server)
3. ระบบที่ใช้เป็นฐานข้อมูล (Database)
4. ตัวแปรภาษาสคริปต์ (Program Script)
ซึ่งระบบฐานข้อมูลและภาษาสคริปต์ที่เหมาะสมในการทำงานร่วมกับ Apache ได้ดีก็คือ MySQL กับ PHP
ส่วนระบบปฏิบัติการนั้นก็ไม่พ้น Linux ซึ่งเป็นของฟรีหรือ Open Source ไม่ต้องเสียเงินในการใช้งาน
เมื่อมีการนำระบบต่างๆ ไปใช้รวมๆ กันเป็นเพื่อให้บริการเว็บไซต์ จึงมีการเรียกชื่อรวมกันว่า LAMP
ซึ่ง LAMP นั้นก็จะประกอบไปด้วย
L = Linux
A = Apache
M = MySQL
P = PHP

เมื่อมีการใช้ Linux ในการรันเว็บเซิร์ฟเวอร์แล้ว ต่อมาจึงได้มีการพัฒนา Apache, MySQL, PHP ให้สามารถทำงานร่วมกับ Windows ได้ด้วย
จนกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ กันว่า WAMP ซึ่ง WAMP ประกอบไปด้วย
W = Windows
A = Apache
M = MySQL
P = PHP

โดย LAMP และ WAMP ต่างกันเพียงแค่ระบบปฏิบัติการที่นำไปใช้รันเว็บเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ ประสิทธิภาพในการทำงาน ความเสถียร และความ
ปลอดภัย
ของ WAMP ยังสู้ LAMP ไม่ได้ แต่เนื่องจาก WAMP นั้นทำงานบน Windows ซึ่งคนส่วนใหญ่จะถนัดใช้งาน windows มากกว่า linux ทำให้มีคนบางส่วนยังใช้
WAMP ในการ
ทำเว็บเซิร์ฟเวอร์อยู่เหมือนกัน
เตือนชาวไซเบอร์ ระวังเว็บปลอม ลวงติดมัลแวร์ (ดู 71 ตอบ 0)
symantec ไซแมนเทค
ไซแมนเทคเผยรายงานอีเมล์ขยะเดือนมี.ค. พบ “ภัยพิบัติ-เรียกคืนสินค้า-เว็บไซต์ปลอม-ประมูลสินค้า” ตกเป็นเครื่องมือผู้ไม่หวังดี ลวงข้อมูลลับจากผู้ใช้ พร้อมปล่อยไวรัสทำลายข้อมูล...

เมื่อเร็วๆ นี้ นายนพชัย ตั้งไตรธรรม ที่ปรึกษาทางเทคนิคอาวุโส บริษัท ไซแมนเทค คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่าจากรายงานสถานการณ์อีเมล์ขยะในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่าข้อความหลอกลวงประเภทอีเมล์และเว็บไซต์ปลอมมีสัดส่วนลดลงจากเดือน ม.ค. เหลือเพียง 19% ของอีเมล์ขยะทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง โดยเหตุการณ์ต่างๆ อาทิ การเกิดแผ่นดินไหว หรือการเรียกคืนรถยนต์ ยังคงตกเป็นเป้าหมายให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก

ขณะที่รายงานประจำเดือน มี.ค. แสดงถึงภัยคุกคามที่มุ่งโจมตีประเทศบราซิล จีน รัสเซีย และอินเดีย ทั้งนี้ เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา การโจมตีแบบฟิชชิ่งหรือเว็บไซต์ปลอมมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 16% โดยใช้ยูอาร์แอลและไอพีแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกันถึง 13% คิดเป็นอัตราการเติบโต 9% จากเดือนที่ผ่านมา โดยการโจมตีที่เพิ่มขึ้นประมาณ 12% มาจากเว็บไซต์ฟิชชิ่งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่ ได้แก่ ภาษาอิตาลีและฝรั่งเศส มุ่งไปยังธนาคาร 3 แห่งในประเทศอิตาลี สถาบันการเงินในประเทศแคนาดา และธนาคารฝรั่งเศส

โดยประเด็นที่น่าสนใจจากรายงานประจำเดือน มี.ค. ระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศชิลี ถูกนำมาใช้เป็นหัวข้อหลอกลวง โดยการแนบลิงค์ให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปดาว์นโหลดวีดิโอเกี่ยวกับภัยพิบัติ ทำให้ผู้ใช้ติดมัลแวร์ นอกจากนี้ ยังใช้กรณีเรียกคืนสินค้าเป็นเครื่องมือ โดยสแปมเมอร์จะหลอกว่าเป็นตัวแทนฝ่ายกฎหมายของอุตสาหกรรมยานยนต์ และต้องการช่วยเหลือการเคลมค่าใช้จ่ายจากการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึง การส่งมัลแวร์ด้วยภาพถ่ายงานเทศกาลต่างๆ อาทิ งานคาร์นิวัลในกรุงริโอ เทศกาลตรุษจีน ฯลฯ การส่งอีเมลขยะขายสินค้า การลวงให้กรอกข้อมูลเพื่อยื่นขอคืนภาษี และการประมูลสินค้าออนไลน์

ที่มา: http://www.thairath.co.th/tech
กูเกิลผุด "Google Buzz" แปลงร่าง Gmail เป็นเครือข่ายสังคม (ดู 63 ตอบ 0)

กูเกิลผุด "Google Buzz" แปลงร่าง Gmail เป็นเครือข่ายสังคม



กูเกิล (Google) เปิดตัวบริการเครือข่ายสังคมใหม่ล่าสุดในชื่อ "Google Buzz" ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการอีเมลของกูเกิลนาม Gmail สามารถบอกเล่าความเป็นไปหรืออัปเดทสถานะในขณะนั้นได้ไม่ต่างจาก Facebook หรือ Twitter สามารถแบ่งปันทั้งภาพ เสียง และวิดีโอระหว่างกันได้ด้วย กูเกิลพร้อมแนบ Google Buzz ไปกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นล่าสุด ขณะเดียวกันก็ทำเป็นแอปพลิเคชันออนไลน์ให้ชาว iPhone สามารถจ๊ะจ๋ากับกลุ่มเพื่อนในแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถระบุพิกัดบนบริการแผนที่ของกูเกิลได้ด้วย
กูเกิลให้บริการเครือข่ายสังคมนี้ในรูป Tab เพิ่มเข้ามาในบริการ Gmail โดยกูเกิลระบุว่า Tab ฟีเจอร์ Google Buzz นี้จะเริ่มแสดงแก่ผู้ใช้บริการ Gmail ราว 1% ก่อน และจะทยอยขยายวงสู่ผู้ใช้กลุ่มที่เหลือในช่วง 1 สัปดาห์นับจากนี้

การหันมาจับตลาดเครือข่ายสังคมของกูเกิลเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ Todd Jackson ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิลซึ่งรับหน้าที่เปิดตัว Buzz อย่างเป็นทางการระบุว่า ที่ผ่านมา บริการ Gmail นั้นมีเครือข่ายสังคมในตัวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้กูเกิลมองว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจจากเครือข่ายสังคมเหล่านี้ได้ ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าบริการเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook สามารถทำเงินได้มากเท่าใด แต่แรงดึงดูงมหาชนชาวอินเทอร์เน็ตที่เครือข่ายสังคมมีอยู่ย่อมเป็นประโยชน์กับบริการโฆษณาออนไลน์ของกูเกิลแน่นอน

ความมุ่งหวังของกูเกิลในครั้งนี้คือการทำให้ผู้ใช้ Gmail กว่า 176 ล้านคนทั่วโลกไม่ต้องออกจากจีเมลเพื่อไปเปิดเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอื่นๆ โดยระบบจะถูกผูกติดกับ Gmail เพื่อให้ข้อความคอมเมนท์จากเพื่อนทั้งหมดใน Buzz สามารถแสดงในกล่อง Inbox ของจีเมลได้

การติดต่อภายใน Buzz จะใช้สัญลักษณ์ @ เช่นเดียวกับ Twitter ที่น่าสนใจคือ กูเกิลนำระบบจัดอันดับหรือ Page Rang มาใช้กับข้อความอัปเดทสถานะด้วย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถให้คะแนนว่าชอบหรือไม่ชอบข้อความอัปเดทสถานะใด ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการติดต่อกับกลุ่มเพื่อนโดยตรง

กูเกิลลงมือเชื่อมบริการแชร์ภาพอย่าง Flickr และ Picasa รวมถึงวิดีโอใน YouTube ให้แสดงผลเป็นภาพจิ๋วสำหรับคลิกบน Google Buzz ที่สำคัญ กูเกิลยังพ่วงบริการ Buzz เข้ากับแผนที่เพื่อให้ผู้อ่านข้อความอัปเดทสถานะสามารถรู้ได้ว่าอัปเดทจากสถานที่ไหน

ที่โดดเด่นอีกอย่างคือ กูเกิลออกแบบให้ Buzz นั้นรองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนเต็มที่ โดยเปิดเป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทุกค่ายสามารถอัปเดทสถานะเป็นเสียงได้ด้วย

ทั้งหมดนี้ กูเกิลเปิดช่องให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าต้องการเปิดเผยข้อความต่อสาธารณชนหรือไม่ หรือต้องการให้คนเฉพาะกลุ่มไหนเข้าถึงข้อมูล หากต้องการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณก็สามารถแนบเข้าในหน้า Google Profile ซึ่งจะถูกจัดเป็นดัชนีอัตโนมัติเพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับบริการค้นหาข้อมูลออนไลน์ Google Search ต่อไป

ไม่ถึงชั่วโมงหลังกูเกิลเปิดตัว Buzz ทั้งยาฮูและไมโครซอฟท์ต่างออกมาประกาศว่าได้ให้บริการเครือข่ายสังคมสไตล์เดียวกับ Buzz มานานเกิน 2 ปีแล้ว

ผู้บริหารไมโครซอฟท์ระบุว่า ชาวไอทีที่มีธุระยุ่งเหยิงนั้นไม่ต้องการมีเครือข่ายสังคมมากขึ้น แต่ต้องการความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ไปแล้ว ด้วยการจับมือกับ Flickr, Facebook, Twitter และเครือข่ายพันธมิตรกว่า 75 รายเพื่อให้ผู้ใช้ Hotmail เรียกใช้งานได้ตั้งแต่ปี 2008

ด้านยาฮูนั้นประกาศว่า ก้าวนี้ของกูเกิลเป็นการตามรอยยาฮูที่เปิดตัว Yahoo Buzz ตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นความพยายามในการอัปเกรดบริการด้านสังคมอื่นๆอย่าง Yahoo Mail และ Messenger ซึ่งมีการร่วมมือกับเครือข่ายสังคมรายอื่นๆเช่นกันกับไมโครซอฟท์

Company Related Links :
GoogleBuzz

ข่าวจาก: www.manager.co.th
8 เซอร์ไพรส์จาก iPad | แอปเปิ้ลออกอุปกรณ์ใหม่ชื่อ iPad (ดู 60 ตอบ 0)

Apple ออกไอแพด (I-Pad) อุปกรณ์ตัวใหม่




แม้กระแสข่าวรั่วจะทำให้ไอแพด (iPad) คอมพิวเตอร์แท็บเลตไร้คีย์บอร์ดหน้าจอสัมผัสของแอปเปิลไม่เซอร์ไพรส์ชาวโลกเท่าที่ควร ทั้งขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร หรือการรองรับแอปพลิเคชันไอโฟน แต่เราเชื่อว่า 8 ข้อนี้จะทำให้ชาวโลกรู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่มากก็น้อย เพราะทั้งหมดหักปากกาเซียนทุกสำนัก หรือถ้าไม่หักก็เป็นเรื่องลับสุดยอดที่ยังไม่มีสำนักใดกล่าวถึง
1. ราคา : เซียนวงการไอทีเชื่อกันว่าราคาของไอแพดจะเริ่มที่ 700-1000 เหรียญสหรัฐ แต่แอปเปิลก็สร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยการแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นรุ่นที่ไม่มี 3G แล้วจำหน่ายในราคาเริ่มที่ 499 เหรียญ แต่แถมความจุให้ 16GB ทั้งที่ราคานี้เป็นราคาเดียวกับไอพ็อดทัช (iPod Touch) 32GB ที่แอปเปิลตั้งไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และขณะนี้ก็มีราคาสูงกว่าไอพ็อดทัช 32GB ราว 200 เหรียญ บนหน้าจอที่ใหญ่กว่า ฮาร์ดแวร์ดีกว่า ฟีเจอร์อื่นๆมากกว่า

แน่นอนว่าคินเดิลรุ่นล่าสุดอย่าง Kindle DX ถูกนำมาเทียบกับไอแพดอย่างเสียไม่ได้ โดยคินเดิลที่จอสีขาวดำ หน้าจอไม่ทัชสกรีน และมีความสามารถที่จำกัดนั้นขายที่ราคา 489 เหรียญในขณะนี้

แอปเปิลคิดค่าเทคโนโลยี 3G เพิ่มขึ้น 130 เหรียญ เช่น รุ่น 16 GB ราคา 499 ก็จะถูกบวกขึ้นไปเป็น 629 เหรียญ ราคานี้จึงจะเข้าทางข่าวลือ

2. เลิกล็อกเครือข่าย ไม่มีบังคับ : ก่อนหน้านี้ข่าวลือเกี่ยวกับการรองรับ 3G ในไอแพดนั้นถูกกล่าวถึงกันมาก แต่ในที่สุดแอปเปิลก็ให้อิสระแก่ลูกค้าว่าจะเลือกใช้บริการเครือข่ายของค่ายใด และเป็นเวลานานเท่าใดก็ได้ ต่างจากไอโฟนที่บังคับให้ลูกค้าทุกคนใช้บริการจากเอทีแอนด์ทีนานถึง 2 ปี

แต่ในที่สุดแล้ว เอทีแอนด์ทีและแอปเปิลยังมีสัญญาใจพอสมควร โดยแอปเปิลประกาศว่าเอทีแอนด์ทีมีแพกเกจสุดคุ้มให้เลือก 2 แบบคือ 15 เหรียญต่อเดือนจำกัดข้อมูล 250 MB หรือ 30 เหรียญต่อเดือนเล่นได้ไม่อั้น ใครชอบใจก็สมัครได้ ใครสมัครแล้วไม่ชอบใจก็เลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สามารถสมัครบริการแบบพรีเพด (prepaid) หรือเติมเงินได้ด้วย

เซอร์ไพรส์นี้มีหักมุมตอนท้าย เพราะปรากฏว่าไอแพดนั้นรองรับซิมการ์ด 3G เฉพาะที่เป็น Micro SIM ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าซิมโทรศัพท์ปกติ และไม่ใช่ว่าโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายจะพร้อมให้บริการในขณะนี้ เท่ากับผู้บริโภคยังต้องรออีกระยะกว่าโอเปอเรเตอร์จะออกแพคเก็จเพื่อกลุ่มผู้ใช้ไอแพดได้

3. รองรับคีย์บอร์ดต่อพ่วง : สาวกไอโฟนหลายคนเจ็บช้ำน้ำใจที่ไม่สามารถใช้งานคีย์บอร์ดต่อพ่วง (external keyboard) บนไอโฟน หรือไอพ็อดทัชได้ และแอปเปิลก็ไม่เคยพัฒนาเลยตั้งแต่ออกไอโฟนรุ่นแรกเมื่อมกราคมปี 2007 เพราะหากผู้ใช้สามารถพกคีย์บอร์ดต่อพ่วงได้ก็จะเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการพิมพ์งานอย่างจริงจังบนไอโฟน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ระบบปฏิบัติการ iPhone OS รุ่นล่าสุดก็ยังทำไม่ได้

แต่สำหรับไอแพด นอกจากแอปเปิลจะประกาศขาย Keyboard Dock ซึ่งเมื่อเสียบไอแพดลงไป ตัวเครื่องก็จะตั้งตรงเหมาะสำหรับพิมพ์เอกสารแล้ว ไอแพดยังสามารถทำงานกับคีย์บอร์ดบลูทูธมาตรฐานของค่ายอื่นได้ด้วย งานนี้หลายคนบอกว่าดีใจจริงๆ

4. โปรแกรม iWork บน iPad : โปรแกรมนี้เซอร์ไพรส์สาวกแอปเปิลเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไอแพดไม่ใช่ไอพ็อดทัช หรือไอโฟนยักษ์เสียทีเดียว ด้วยโปรแกรมนี้ ลูกค้าไอแพดจะสามารถสร้าง-แก้ไข-เล่นไฟล์เอกสาร ทั้งไฟล์นำเสนองาน แผ่นงานคำนวณ และงานเอกสารประมวลผลคำ สามารถทำจดหมายข่าวและการสร้างเอกสารพร้อมจัดวางในรูปแบบมาตรฐาน

iWork บนไอแพดมีการปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้ หรือ UI ใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานบนจอสัมผัสโดยเฉพาะ สามารถเปิดเอกสาร Microsoft Office ทั้ง Word, Excel และ PowerPoint ได้ ทั้งหมดนี้ทำให้ไอแพดมีความสามารถพอที่จะมาแทนที่แล็บท็อปได้

แอปเปิลจำหน่าย iWork โดยแยกโปรแกรม เริ่มที่ 9.99 เหรียญสหรัฐ

5. รองรับมาตรฐาน ePub : นี่คือความเซอร์ไพรส์มากกว่าการคาดหวังว่าไอแพดจะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กได้เสียอีก โดยมาตรฐาน ePub นั้นเป็นมาตรฐานหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเปิดของกลุ่ม International Digital Publishing Forum (IDPF) เพื่อให้สำนักพิมพ์ผลิตและจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภายใต้มาตรฐานเดียว

ปกติแอปเปิลมักจะสร้างมาตรฐานคอนเทนต์ของตัวเอง การเปลี่ยนท่าทีในครั้งนี้จึงถูกมองว่าอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาสำนักพิมพ์และผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต่างมุ่งรองรับมาตรฐานนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนคือการรองรับไฟล์ ePub ของไอแพดนั้นทำให้การทำธุรกิจหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของสำนักพิมพ์นั้นเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ก็จะตกกับผู้ใช้ในที่สุด

6. ชื่อไอแพด : ชื่อ iPad นั้นเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งของนักสังเกตการณ์ว่าแอปเปิลจะใช้ชื่อนี้ในการทำตลาด แต่ครั้งนั้นมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ยาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับ iPod ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนได้ จากนั้นไม่นาน แหล่งข่าวลือก็ยกชื่อ iSlate ขึ้นมาเพราะมีการสืบพบว่าแอปเปิลได้จดทะเบียนจองชื่อนี้ไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้า แถมยังมีการจดชื่อโดเมนเนมไว้ด้วย

แต่ในที่สุดแอปเปิลก็ใช้ชื่อไอแพด ทิ้งให้ชาวไอทีสงสัยว่าชื่อ iSlate อาจเป็นการสับขาหลอกของแอปเปิลก็ได้

7. ขุมพลัง A4 : ไอแพดนั้นใช้ชิป A4 (A ย่อมาจาก Apple) ชิปนี้เองที่เป็นความต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างไอแพดและไอโฟน ชิป A4 ในไอแพดนั้นวิ่งที่ 1GHz เทียบกับ 600MHz (0.6GHz) ในไอโฟนทรีจีเอส (iPhone 3GS) โดยแอปเปิลการันตีว่า A4 คือสุดยอดชิปที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่แอปเปิลเคยทำมา ทั้งเร็วและประหยัดพลังงาน ซึ่งนี่คือเบื้องหลังที่ทำให้ไอแพดสามารถทำงานต่อเนื่องนาน 10 ชั่วโมง

อัตราส่วนพลังงานที่ได้ต่อกำลังไฟที่เหนือกว่า ทำให้ชิป A4 ถูกมองว่าจะเป็นตัวเลื่อยขาเก้าอี้ของ Qualcomm, Freescale และผู้ผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์พกพาอย่าง ARM ด้วย ซึ่งต้องรอดูความเคลื่อนไหวของค่ายชิปเหล่านี้อย่างใกล้ชิดในอนาคต

8. ไม่มีกล้อง : แม้จะมีเสียงเรียกร้องมากมายให้แอปเปิลติดกล้องดิจิตอลลงไอพ็อดทัชบ้าง แต่ไอแพดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นไอพ็อดทัชไซส์ใหญ่นั้นกลับไม่มีกล้องใดๆ นอกจากไม่มีกล้องแล้วยังไม่มีพอร์ต USB ตามแบบฉบับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปทั่วไป มีเฉพาะพอร์ตพิเศษของแอปเปิลและ Dock connector ซึ่งหากอยากต่อ USB จะต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมาต่อเอง

ไอแพดยังไม่มีช่องเสียบหน่วยความจำภายนอกอย่าง SD Card ด้วย น่าเสียดายจริงๆ


Apple iPad มีคุณสมบัติหลักๆ ดังนี้
- จอ Capacitive ขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียด 1024x768 พิกเซล
- หน่วยประมวลผล 1GHz ของ Apple เอง (A4 custom-designed)
- น้ำหนัก 680-730 กรัม
- หนา 1.34 ซม. (บางน่าชมมาก)
- มี Wi-Fi แบบ 802.11 a/b/g/n

คุณสมบัติอื่นๆ
- แบ่งออกเป็น 2 รุ่น (1) รุ่นมีเฉพาะ Wi-Fi (2) รุ่นมี Wi-Fi + 3G (รุ่น 3G ใช้ "MicroSIM" card)
- รุ่น 3G ใช้เทคโนโลยี UMTS/HSDPA (850, 1900, 2100 MHz) และ GSM/EDGE (850, 900,1800, 1900 MHz) ใช้ได้เพียงสำหรับข้อมูล (โทรศัพท์ไม่ได้)
- มี Bluetooth 2.1 + EDR
- ทั้งสองรุ่นมีความจุ 3 แบบ คือ 16GB, 32GB และ 64GB
- แบตเตอรี่อยู่ได้ 10 ชม. สำหรับการท่องเว็บผ่าน Wi-Fi, การดูวิดีโอ หรือฟังเพลง
- มีที่เสียบหูฟัง 3.5 มม. มีลำโพง และไมโครโฟนในตัว (แต่ไม่มีกล้อง)
- มีช่องเสียบ Dock connector เหมือน iPod และ iPhone
- มีตัวจับทิศทาง (Accelerometer) ทำให้ใช้แนวนอนและแนวตั้งได้
- มีตัววัดแสงเพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ
- มีเข็มทิศดิจิตัล และมี A-GPS ในรุ่น 3G
- ซิงค์กับคอมพ์ได้เหมือน iPhone
- ในชุดจัดจำหน่ายมี iPad, สาย Dock Connector, ปลั๊กไฟ และคู่มือ

ซอฟท์แวร์
- ใช้โปรแกรม iPhone ได้ทันที โดยสามารถใช้ในขนาดเดิม หรือขยายพิกเซลเป็นสองเท่าได้
- มีโปรแกรมสำหรับ iPad โดยเฉพาะ
- โปรแกรมหลักๆ เหมือน iPhone แต่ปรับให้ดีขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น ผ่านโปรแกรม Safari, Mail, Photos, Youtube, iPod, iTunes, Notes, Maps, Calendar, Contacts, Spotlight Search และ App Store
- มี iBooks โปรแกรมใหม่สำหรับอ่านหนังสือผ่าน iPad พร้อม iBooks Store ขายหนังสือจากค่ายใหญ่
- มีคีย์บอร์ดเสมือน (หรือซื้ออุปกรณ์เสริมเป็นคีย์บอร์ดจริงได้)
- รับรองการอ่านเว็บ อีเมล์ เล่นเกมส์ และอ่านหนังสือ
- มี iWork รุ่นพิเศษ ประกอบด้วยโปรแกรม Keynote, Pages และ Numbers ต้องซื้อเพิ่มอีกโปรแกรมละ $9.99
- ดูวิดีโอเต็มจอ และ HD ได้

ภาษาไทย
- ตามรายการที่ Apple ประกาศในเว็บ ยังไม่มีภาษาไทยทั้งสำหรับการอ่านและเขียน (แต่เข้าใจว่าน่าจะใช้อ่านได้ทันทีถ้าลงฟอนต์ไทยได้)
- ภาษาที่สนับสนุน (English, French, German, Japanese, Dutch, Italian, Spanish, Simplified Chinese, Russian) ภาษาที่มีคีย์บอร์ดเสมือนสำหรับป้อนข้อมูล (English (US) English (UK), French (France, Canada), อิตาลี, Simplified Chinese (Handwriting and Pinyin), Russian)

อุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจ
- คีย์บอร์ด (เสียบผ่าน Dock Connector จึงน่าจะใช้ได้แค่แนวตั้ง)
- กระเป๋า ใส่แล้วเปิดด้านหน้าได้เหมือนหนังสือ ใช้เป็นที่วางให้ด้านหลังสูงขึ้นได้
- Dock Connector

ราคามีดังนี้
- รุ่น Wi-Fi : 16GB $499, 32GB $599 และ 64GB $699
- รุ่น Wi-Fi + 3G : 16GB $629, 32GB $729 และ 64GB $829

วางจำหน่ายในอีก 30 วันสำหรับรุ่น Wi-Fi และอีก 90 วันสำหรับรุ่น 3G และจะวางจำหน่ายในราวเดือนมิถุนายนสำหรับต่างประเทศ (ไม่มีรายละเอียด)

ที่มา Apple และ www.manager.co.th
Facebook - Scalability | การ scalable ของเว็บไซต์ facebook | Facebook Architecture (ดู 100 ตอบ 0)


Facebook - Scalability | การ scalable ของเว็บไซต์ facebook | Facebook Architecture



Facebook ในปี 2008 มี memcached server มากกว่า 800 ตัว ซึ่งรองรับข้อมูลแคช (Cahce) จำนวน 28 เทระไบต์ (Terabytes)
แต่ปัญหาที่ Facebook เจอก็คือเมื่อมีการเพิ่มจำนวนของ user ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องเพิ่มจำนวน memcached server
แต่ก็ยังไม่สามารถรองรับปริมาณการใช้งานได้เพียงพอ เพราะแต่ละ server ก็จะกิน CPU มากพอสมควร
ดังนั้นหากมีเครื่องต่างๆ ใช้งาน CPU จำนวนมาก ก็ต้องเพิ่ม memcached server เข้าไปอีก
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากทำการเพิ่มจำนวน memcached server เข้ามา แต่จำนวน request ไม่ได้ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้นๆ
แต่ก็ยังมีจำนวนของ keys ในแต่ละ request ที่ถูกลดลง จำนวนของ keys จะมีความสำคัญถ้ามี bandwidth ที่ถูกจำกัด
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไปนี้คือ memcached's multiget request หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การ request memcached แบบรวมหลายๆ request เป็น 1 request

โดย multiget request อนุญาตให้สามารถดึงข้อมูลหลายๆ keys ได้ใน 1 request ถ้า user มีเพื่อนอยู่ 100 คน แล้วมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ เราสามารถที่จะ request ข้อมูลเพียง 1 ครั้งเพื่อดึงข้อมูลของ 100 คนในทีเดียว แทนที่จะไปดึงทีละคนๆ โดยใช้ key แต่ละตัว multiget อนุญาตให้ผู้สร้าง library สามารถใช้เทคนิค 2 อย่างในการ scalable ได้ด้วย คือ batching and parallelization
ตัวอย่างก็คือ ถ้ามี memcached 2 server โดยแต่ละ server มีข้อมูลเพื่อน 50 คน ตัวอย่าง library ที่เขียนก็คือ จะทำ batch up หรือตัวเรียกไปยังแต่ละ memcached server โดยทำงานคู่ขนานหรือพร้อมกันไป (request in parallel)

ซึ่งจากเดิมที่ก่อนหน้านี้มีการ request ไปแต่ละ server อย่างละ 50 request แต่ตอนนี้ทำการ request ไปแค่ 2 request เท่านั้น ทำให้สามารถลดจำนวนการ request ได้มากเลยทีเดียว ส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่อง CPU มีการใช้งานสูงมาก ก็ทำการแก้ไขโดยการทำ replicate data โดยแต่ละ server จะมีการทำ pools ไว้จำนวน 2 pools โดยเป็นข้อมูลที่ถูก replicate จาก pool หนึ่งไปยังอีก pool หนึ่ง และมีการทำ load balance สำหรับ request คือ เมื่อมี request เข้ามาจำนวนมากจะมีการแบ่ง request เพื่อเอาไปดึงข้อมูลจากแต่ละ pools ซึ่งแต่ละ server จะมี CPU จำนวนมากกว่า 1 ตัวก็จะสามารถลด load ของ CPU ได้มากขึ้น
Python for loop | การเขียน for loop ในไพธอน | For loop python | การใช้งาน for loop ใน python (ดู 135 ตอบ 0)


คำสั่ง for ในไพธอน (Python for loop)



คำสั่ง for มักจะใช้ร่วมกับคำสั่ง range() เพื่อทำการวนลูปโปรแกรม โดยคำสั่ง for ในไพธอน (Python) มีการใช้งาน ดังนี้
for variable in list:
    statement
    ...


variable คือ ตัวเลขที่เป็นสมาชิกภายในลิสต์ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสุดท้าย
list คือ กลุ่มตัวเลขหรือตัวแปรแบบลิสต์
ขอให้พิจารณาตัวอย่าง การคำนวณสูตรคูณ ต่อไปนี้

>>> z = input("Please insert a number : ");
Please insert a number : 9
>>> for i in range(1,13):
            print "%d x %d = %d" %(z,i,z*i)

Please insert a number : 9
9 x 1 = 9
9 x 2 = 18
9 x 3 = 27
9 x 4 = 36
9 x 5 = 45
9 x 6 = 54
9 x 7 = 63
9 x 8 = 72
9 x 9 = 81
9 x 10 = 90
9 x 11 = 99
9 x 12 = 108

จากตัวอย่างนี้ค่า %d เป็นค่า decimal หรือเลขฐานสิบ โดยตัวแรกในคำสั่ง print จะเป็นค่าที่ได้จากค่า z ส่วน %d ตัวที่สอง เป็นค่าที่ได้จากค่า i ส่วน %d ตัวที่สาม เป็นค่าที่ได้จากค่า z*i
Python range() function | การใช้งานฟังก์ชัน range() ในไพธอน (Python) | Range() function python (ดู 498 ตอบ 0)


ฟังก์ชัน range() คำสั่งควบคุมของไพธอน (Python)



การเขียนโปรแกรมในไพธอนเพื่อทำงานต่างๆ ซ้ำๆ สามารถใช้คำสั่ง for และ while ในการวนลูปต่างๆ จะทำให้โปรแกรมมีขนาดกระทัดรัดและทำงานได้รวดเร็ว
โดยจะแนะนำการเขียนคำสั่งต่างๆ เพื่อวนซ้ำ ดังนี้

คำสั่ง range()
คำสั่ง range() ในไพธอน (python) จะใช้สำหรับสร้างกลุ่มของตัวเลข โดยมีการใช้งาน 3 รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1 มีค่าอาร์กิวเมนต์ส่งให้ฟังก์ชัน range หนึ่งตัวคือ ค่าปลายทางของตัวเลข
range(stop)
stop คือ ตัวเลขปลางทาง

ตัวอย่างการใช้งาน เช่น
>>> range(10)
[0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9]
การป้อนอาร์กิวเมนต์เพียงตัวเดียวจะเป็นการสร้างกลุ่มตัวเลขเริ่มต้นจากศูนย์ถึงตัวเลขอาร์กิวเมนต์ลบหนึ่ง
จากตัวอย่างก็จะเป็นตัวเลข 0 ถึง 10-1 ก็คือ 9

รูปแบบที่ 2 มีค่าอาร์กิวเมนต์ส่งให้ฟังก์ชัน range 2 ตัวคือ ค่าเริ่มต้น และค่าสิ้นสุด
range(start, stop)
start คือ ตัวเลขเริ่มต้น
stop คือ ตัวเลขปลายทาง

ตัวอย่างการใช้งาน
>>> range(5, 10)
[5, 6, 7, 8, 9]
การสร้างกลุ่มตัวเลขค่าปลายทางจะน้อยกว่าค่าที่ำกำหนดอยู่ 1 เสมอ จากตัวอย่างกำหนดไว้ที่ 10 จะได้ค่าปลายทางเป็น 9

รูปแบบที่ 3 มีค่าอาร์กิวเมนต์ส่งให้ฟังก์ชัน range() จำนวน 3 ค่า ดังนี้
range(start, stop, step)
start คือ ตัวเลขเริ่มต้น
stop คือ ตัวเลขปลายทาง
step คือ ตัวเลขที่ใช้ระบุจำนวนในการเพิ่มหรือลด

ขอให้พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้
>>> range(5, 14, 2)
[5, 7, 9, 11, 13]
จากตัวอย่างด้านบนเป็นการสร้างกลุ่มตัวเลขเริ่มต้นจาก 5 ไปถึง 14 ครั้งละ 2
นอกจากนั้นโปรแกรมเมอร์สามารถสร้างกลุ่มตัวเลขที่เริ่มจากเลขลบ และเพิ่มหรือลดได้ด้วย

ตัวอย่างการใช้งาน
>>> range(10, -10, 2)
[10, 8, 6, 4, 2, 0, -2, -4, -6, -8]
จากตัวอย่างนี้ผลลัพธ์จะได้เป็นตัวเลขเริ่มจาก 10 ไปจนถึง -10 โดยลดค่าลงครั้งละ 2

Compile Python | การคอมไพล์ไพธอน | การ compile python | วิธีคอมไพล์ไพธอน (Python) | Python compile (.pyc) (ดู 74 ตอบ 0)


Compile Python | การคอมไพล์โค้ดไพธอน | การ compile python code



การคอมไพล์โค้ดไพธอน | การ compile python code สามารถทำได้ทั้งใน shell และภายในซอร์ซโค้ดดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. คอมไพล์ผ่าน shell | Compile by shell
ผลการคอมไพล์จะได้ไฟล์นามสกุล *.pyc ซึ่งจะเป็นไบต์โค้ด (Byte Code) ของไพธอน (Python)
ซึ่งสามารถนำไปใช้ในระบบปฏิบัติการต่างๆ ได้ โดยมีรูปแบบการใช้งาน ดังนี้

py_compile.py file1.py file2.py parameter

เมื่อ py_compile.py คือ โค้ดไพธอนที่ใช้สำหรับสร้างไพธอนไบต์โค้ด
file1.py คือ ไฟล์ที่ 1 ที่ต้องการคอมไพล์
file2.py คือ ไพล์ที่ 2 ที่ต้องการคอมไพล์

ซึ่งหากจะ compile ก็ต้องรัน command เข้าไปใน path ของ python ดังนี้
C:/python_path/python23/lib/py_compile.py a.py b.py
หลังจากรันเสร็จจะได้ไฟล์ a.pyc และ b.pyc

2. การคอมไพล์ผ่าน Interactive Mode
ในการคอมไพล์แบบ Interactive mode สามารถคอมไพล์ได้ด้วยการ import module py_compile เข้ามาและเรียกใช้ฟังก์ชัน compile() ดูจากตัวอย่างข้างล่างนี้
>> import py_compile
>> py_compile.compile("c:\\test\\a.py")
>> py_compile.compile("c:\\test\\b.py")

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการคอมไพล์ จะได้ไบต์โค้ดที่เก็บไว้ในไดเรกทอรีเดียวกันกับที่คอมไพล์ซอร์ซไพล์ (Source file)
ซึ่งในที่นี้ก็จะได้ไฟล์เก็บไว้ที่ c:\\test